วันที่ 24 เมษายน 2569 มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ผนึกกำลังภาคเอกชน 3 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท ซิบะซังเงียว เอเซีย จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น), บริษัทจัดหางาน ไทนิชิ ยูโก จำกัด และโรงเรียนสอนภาษาคอนว่าพลัส ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงานในระดับนานาชาติ (International Cooperative and Work-Integrated Education: Inter-CWIE) มุ่งเป้าพัฒนานักศึกษาให้มีมาตรฐานสากลและพร้อมสู่ตลาดแรงงานโลก
ในพิธีลงนามครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปรีชา สะแลแม อธิการบดีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากหน่วยงานภาคี ได้แก่: คุณโทโมโยชิ ชิบะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิบะซังเงียว เอเซีย จำกัด รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย ชคตระการ ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัทจัดหางาน ไทนิชิ ยูโก จำกัด และโรงเรียนสอนภาษาคอนว่าพลัส คุณวิไลพร ชคตระการ ผู้รับใบอนุญาตจัดหางาน บริษัทจัดหางาน ไทนิชิ ยูโก จำกัด คุณฝนดาว ชคตระการ ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงเรียนสอนภาษาคอนว่าพลัส โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทวี บุญภิรมย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนราธิวาส และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรพันธ์ พิชญพิพัฒน์กุล คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ ร่วมเป็นสักขีพยานและอ่านเจตนารมณ์ความร่วมมือ
สำหรับความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานักศึกษาของมหาวิทยาลัยให้ได้มาตรฐานสากล สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ โดยมีประเด็นการดำเนินงานที่สำคัญภายหลังการลงนาม ดังนี้:
การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ณ ประเทศญี่ปุ่น: ส่งเสริมให้นักศึกษาไปฝึกงานตามความต้องการของผู้ประกอบการญี่ปุ่น
การบริหารจัดการแบบครบวงจร: จัดหาสถานประกอบการที่เหมาะสม ประสานงาน และคัดเลือกนักศึกษาและศิษย์เก่าไปฝึกงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
การเตรียมความพร้อมด้านทักษะ: จัดทำหลักสูตรการสอนภาษาญี่ปุ่นพื้นฐาน และพัฒนาการเรียนการสอนให้ได้มาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการในญี่ปุ่น
การคุ้มครองและดูแล: อบรมและดูแลนักศึกษาให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายตลอดระยะเวลาการฝึกประสบการณ์
การพัฒนาทางวิชาการ: สนับสนุนการฝึกอบรมบุคลากร และพัฒนาหลักสูตรของมหาวิทยาลัยสู่คุณภาพระดับสากล
โดยบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับนี้มีระยะเวลาในการดำเนินงานร่วมกันเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ในการเปลี่ยน “ห้องเรียน” เป็น “สถานที่ปฏิบัติงานจริง” และยกระดับศักยภาพของเยาวชนในพื้นที่ให้พร้อมก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติอย่างมั่นคง (Global Mobility) การลงนามในวันนี้จึงเป็นเสมือนประตูแห่งโอกาสที่จะเปลี่ยนศักยภาพของนักศึกษาให้กลายเป็นพลังสำคัญของประเทศในอนาคต











